
แพทย์แผนจีนกับการดูแลอาการปวดประจำเดือน
อาการปวดประจำเดือนเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยมีลักษณะเด่นคือ อาการปวดเกร็งหรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยก่อน ระหว่าง หรือหลังมีประจำเดือน และอาจมีอาการปวดเมื่อยบริเวณเอวและกระเบนเหน็บ หรืออาการไม่สบายอื่น ๆ ร่วมด้วย
อาการและความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายอาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหงื่อออกเย็น หรือคัดตึงเต้านม ในรายที่รุนแรงอาจเกิดอาการเป็นลมหรือหมดสติจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
ประเภทและสาเหตุของอาการปวดประจำเดือน
ตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถแบ่งอาการปวดประจำเดือนออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) คือ อาการปวดประจำเดือนที่ไม่พบความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์อย่างชัดเจน เกิดจากการหดตัวของมดลูกและการเปลี่ยนแปลงของสารในร่างกาย ทำให้เกิดอาการปวดหรือปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย
2. อาการปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก หรืออะดีโนไมโอซิส มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และอาจมีอาการปวดรุนแรงหรือผิดปกติมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
มุมมองของแพทย์แผนจีนต่ออาการปวดประจำเดือน
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาการปวดประจำเดือนเรียกว่า “经行腹痛” (จิงสิงฝูท่ง) หรืออาการปวดท้องในช่วงมีประจำเดือน โดยแพทย์แผนจีนมองว่าอาการปวดประจำเดือนมีความเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายเดิมของแต่ละบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ ชี่และเลือด ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีประจำเดือน
โดยหลักการสำคัญคือ “不通则痛,不荣则痛” หมายถึง เมื่อการไหลเวียนไม่ราบรื่นจึงเกิดอาการปวด เมื่อร่างกายและเนื้อเยื่อได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการปวด
สาเหตุที่แพทย์แผนจีนอาจพิจารณา ได้แก่
1. ภาวะพร่องของพลังไต อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยแต่กำเนิด การทำงานหนักหรือการมีบุตรหลายครั้ง รวมถึงความเจ็บป่วยเรื้อรัง
2. ชี่และเลือดพร่อง ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยเป็นเวลานาน หรือระบบย่อยอาหารอ่อนแอ ส่งผลต่อการสร้างชี่และเลือด
3. ชี่ติดขัดและเลือดคั่ง ความเครียด อารมณ์แปรปรวน หรือความโกรธอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของชี่และเลือด
4. ความเย็นสะสมและเลือดคั่ง การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มเย็นมากเกินไป หรือการได้รับความเย็นในช่วงมีประจำเดือน
5. ความชื้นและความร้อนสะสม ปัจจัยภายในร่างกายหรือสภาพแวดล้อมอาจส่งผลให้เกิดความชื้นและความร้อนสะสม และรบกวนการไหลเวียนของชี่และเลือด
การดูแลอาการปวดประจำเดือนตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
1) การใช้สมุนไพรจีน
แพทย์แผนจีนจะประเมินและจำแนกภาวะของแต่ละบุคคล เช่น ภาวะพร่องของไต ชี่และเลือดพร่อง ชี่ติดขัดและเลือดคั่ง ความเย็นและเลือดคั่ง หรือความชื้นและความร้อนสะสม จากนั้นจึงเลือกแนวทางการใช้สมุนไพรให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
2) การฝังเข็ม
ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การฝังเข็มมีแนวคิดในการช่วยปรับสมดุลของหยินและหยาง ส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และเลือด และปรับสมดุลของเส้นลมปราณ จึงอาจนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลอาการปวดประจำเดือน รูปแบบการรักษาอาจแตกต่างกันตามการประเมินของแพทย์ เช่น
• การฝังเข็มตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย อาทิ หู ข้อเท้าและข้อมือ ศีรษะ
• การฝังเข็มร่วมกับกระแสไฟฟ้า
• การรมยา (Moxibustion)
เคล็ดลับดูแลตัวเองตามแนวทางของแพทย์แผนจีน
• ก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ควรลดอาหารดิบ เย็น เผ็ด และมัน รวมถึงลดอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา และช็อกโกแลต
• รักษาร่างกายให้อบอุ่นและหลีกเลี่ยงการสัมผัสความเย็น โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อย
• ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลในช่วงมีประจำเดือน
• พยายามผ่อนคลายและหลีกเลี่ยงความเครียดหรืออารมณ์ที่รุนแรง
• ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารให้ครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ และนอนหลับอย่างมีคุณภาพ